October 4, 2022

โรเมลู ลูกากู : กองหน้าร่างยักษ์ของถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์

โรเมลู ลูกากู เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 1993 ที่แอนท์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ได้สะดวกสบายนัก ครอบครัวของเขาไม่ได้ร่ำรวยและค่อนข้างยากจน พ่อของเขามีอาชีพนักฟุตบอลแต่ไม่ได้มีชื่อเสียง ลูกากูเริ่มเล่นฟุตบอลเมื่อเขามีอายุ 6 ขวบ โดยพ่อของเขาเป็นคนสอน

ในปี 1999 เขาเริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมฟุตบอลในท้องถิ่นที่มีชื่อว่า รูเปล บูม เขาเล่นอยู่ในทีมเยาวชนของรูเปล บูม อยู่ 4 ปี จนในปี 2003 ลูกากู ย้ายไปเล่นให้กับทีมเยาวชนของเลียร์เซอ ในตอนที่เขามีอายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น ในปี 2006 เขาย้ายไปเล่นให้กับทีมเยาวชนของอันเดอร์เลคต์ สโมสรฟุตบอลชื่อดังในประเทศเบลเยียม ซึ่งที่นี่ทำให้ ลูกากู ได้ทำการฝึกฝนการเล่นนักฟุตบอลอาชีพอย่างแท้จริง เขาเล่นให้กับทีมเยาวชนจนถึงในปี 2009 ลูกากู ถูกเรียกตัวขึ้นมาติดในทีมชุดใหญ่ของอันเดอร์เลคต์ ด้วยอายุเพียง 16 ปี และในการเข้ามาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่เพียงแค่ไม่กี่วัน ลูกากู ก็มีโอกาสลงเล่นในเกมดิวิชั่น 1 ของเบลเยียม

ในฤดูกาล 2009-2010 เขาสามารถโชว์ฝีเท้าได้อย่างยอดเยี่ยมและกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมในที่สุด และจบฤดูกาลนี้ด้วยการเป็นดาวซัลโวสูงสุดของลีกเบลเยียมในฤดูกาล 2009-2010 จากการยิงประตูไปทั้งหมด 15 ประตู

ในฤดูกาล 2010-2011 นับว่าเป็นฤดูกาลแจ้งเกิดของเขาก็ว่าได้ เขาสามารถทำประตูไปทั้งหมด 33 ประตู จากการลงสนามไปทั้งหมด 73 นัด

ในปี 2011 เชลซี สโมสรดังจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตัดสินใจซื้อตัวเขาเข้ามาร่วมทีม ด้วยค่าตัว 17 ล้านปอนด์ และเซ็นสัญญาระยะยาว 5 ปี โดยเขาได้สวมเสื้อเบอร์ 18 และเกมแรกที่เขาลงสนามให้กับเชลซีคือเกมที่พบกับ นอริช ซิตี้ ซึ่งในเกมนั้นเขาถูกส่งมาเล่นเป็นตัวสำรองแทน เฟอร์นานโด ตอร์เรส ในช่วงท้ายครึ่งหลัง

ส่วนเกมแรกที่เขามีโอกาสลงสนามเป็นตัวจริง คือเกมที่พบกับฟูแล่ม ในศึกลีพคัพ ซึ่งสุดท้ายแล้วเชลซีชนะจุดโทษได้ สำหรับในเกมพรีเมียร์ลีก ลูกากู ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในครั้งแรกคือเกมที่พบกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และในเกมนั้น ลูกากู สามารถคว้า แมนออฟเดอะแมตซ์ มาครองได้อีกด้วย ด้วยการทำ 1 แอสซิสต์ให้กับทีม แต่เนื่องจากในตอนนั้น เชลซี เรียกได้ว่าเป็นสโมสรใหญ่ที่เต็มไปด้วยนักเตะระดับแนวหน้าอยู่เต็มทีม ทำให้ลูกากู ไม่ค่อยมีโอกาสที่จะได้ลงสนามเท่าใดนัก เขามีโอกาสลงสนามเพียง 10 นัดเท่านั้น จนในที่สุด ลูกากู ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่เชลซีจะปล่อยตัวออกไปด้วยสัญญายืมตัว

ในฤดูกาล 2012-2013 ลูกากู ย้ายไปร่วมทีมกับ เวสต์บรอมวิช ด้วยสัญญายืมตัว มีระยะสัญญา 1 ฤดูกาล เขามีโอกาสลงสนามมากขึ้น และใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถทำประตูแรกให้กับทีมได้ ในเกมที่พบกับ ลิเวอร์พูล จากการถูกส่งลงสนามเป็นตัวสำรองในช่วยท้ายครึ่งหลังและหลังจากนั้น ลูกากู ก็มีชื่อเป็นตัวจริงอยู่สม่ำเสมอ ช่วงเวลาที่เขาเล่นให้กับเวสต์บรอมวิช เขาสามารถทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนทำให้ทางเวสต์บรอมวิช สนใจอยากได้ตัวเขามาร่วมทีมแบบถาวร แต่ด้วยราคาค่าตัวและค่าเหนื่อยของเขาเป็นสิ่งที่เวสต์บรอมวิชสู้ไม่ได้ นอกจากนี้ ลูกากู ยังยืนยันที่จะกลับไปพิสูจน์ตัวเองกับเชลซีอีกครั้ง เมื่อจบฤดูกาล ลูกากู จึงเดินทางกลับในยังเชลซีในทันที

ซึ่งหลังจากกลับมาจากการยืมตัว เขาก็ยังคงไม่มีโอกาสลงสนาม และในเกมที่พบกับ บาเยิร์น มิวนิค ลูกากู มีโอกาสลงสนามเป็นตัวสำรอง และในเกมนี้ต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ และเขาก็ยิงพลาด จนในที่สุดเชลซีก็แพ้ไป

ฤดูกาล 2013-2014 เขาเดินทางอีกครั้งด้วยการย้ายไปร่วมทีมกับ เอฟเวอร์ตัน ด้วยสัญญายืมตัว ด้วยสัญญา 1 ฤดูกาล และเขาก็สามารถทำผลงานได้ดีตั้งแต่เกมแรกที่ลงสนาม และโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมมาเรื่อยๆ โดยจบฤดูกาล เขาทำได้ถึง 15 ประตูจากการลงสนาม 31 นัด และมีส่วนสำคัญให้เอฟเวอร์ตันจบอยู่ที่อันดับ 5 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอีกด้วย

ฤดูกาล 2014-2015 เอฟเวอร์ตัน ตัดสินใจซื้อตัวลูกากู มาร่วมทีมอย่างถาวร ด้วยค่าตัว 28 ล้านปอนด์ และใส่เสื้อหมายเลข 10

ลูกากูสามารถทำผลงานอันยอดเยี่ยมให้กับเอฟเวอร์ตัน ตลอด 3 ฤดูกาลที่เข้ามาร่วมทีม ในปี 2016-2017 เขามีชื่อติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเออีกด้วย ลูกากู เล่นให้กับเอฟเวอร์ตันจนถึงปี 2017 ด้วยสถิติการลงสนามไปทั้งหมด 110 นัด ทำไปทั้งหมด 53 ประตู

ในปี 2017 ลูกากูตกลงเซ็นสัญญาย้ายไปร่วมทีมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ ทำให้เขากลายเป็นนักเตะชาวเบลเยียมที่มีค่าตัวสูงที่สุด สำหรับการค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น เขาเปิดตัวได้อย่างน่าประทับใจด้วยการทำประตูไปทั้งหมด 10 ประตู จากการลงสนาม 9 นัดแรก แต่เมื่อเริ่มในฤดูกาลที่สองกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดูเหมือนว่าฟอร์มการเล่นของเขาจะตกลงไปอย่างเห็นได้ชัด บวกกับการที่ฟอร์มการเล่นของทีมก็ตกลงไปด้วย ทำให้เขากลายมาเป็นตัวสำรอง จนสุดท้ายใน 2019 เขาก็ย้ายไปร่วมทีมกับ อินเตอร์ มิลาน ทีมในประเทศอิตาลี และที่นี่ ลูกากู ก็สามารถทำผลงานได้ดีที่สุดในการค้าแข้งของเขา โดยในฤดูกาล 2019-2020 เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของยูโรป้า ลีก และกลายมาเป็นนักเตะตัวหลักของทีมไปในที่สุด และในฤดูกาลต่อมา เขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ

ในฤดูกาล 2021-2022  ลูกากู ตัดสินใจกลับมาเล่นให้กับเชลซีอีกครั้ง ด้วยค่าตัว 97.5 ล้านปอนด์ ด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปี ซึ่งเป็นการกลับมาร่วมทีมกับเชลซีในรอบ 10 ปีของเขา และการกลับมาในครั้งนี้ ลูกากู กลายมาเป็นกำลังสำคัญในแนวรุกให้กับเชลซี

สำหรับผลงานในทีมชาติ ลูกากู ติดทีมชาติเบลเยียมครั้งแรกในปี 2008 ในชุดอายุไม่เกิน 15 ปี และไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ จนเข้ามามีชื่อในทีมชาติชุดใหญ่เมื่อปี 2010 เขามีชื่อติดในทีมยอดเยี่ยมในศึกยูโร 2020 อีกด้วย