October 4, 2022

คีแรน ทริปเปียร์ : กองหลังจอมฟรีคิก ความหวังของนิวคลาสเซิล

คีแรน ทริปเปียร์ กองหลังของทีมนิวคลาสเซิล ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ มีชื่อเต็มว่า คีแรน จอห์น ทริปเปียร์ เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 1990 ที่เมืองบิวรี่ ประเทศอังกฤษ เขามีความชื่นชอบในกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่ในวัยเด็กตามปกติของเด็กในอังกฤษที่มีความหลงใหลในกีฬาชนิดนี้อยู่แล้ว ทริปเปียร์ เริ่มเข้าสู่การฝึกฝนทักษะการเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังในปี 1999 ซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุ 9 ขวบ โดยเขาได้เข้าร่วมในอคาเดมี่ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาได้ทำการฝึกทักษะการเล่นฟุตบอล และพัฒนาฝีเท้าของตัวเองอยู่ในทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ซิตี้อยู่เป็นเวลานานถึง 10 ปี

จนมาในปี 2009 ซึ่งเขามีอายุ 19 ปี ทริปเปียร์ ได้ก้าวขึ้นไปเล่นในทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยเขาได้เซ็นสัญญาฉบับแรกในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขา แต่ด้วยในขณะนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เต็มไปด้วยแบ็กขวาที่มีความสามารถ ทำให้ทริปเปียร์ ที่ในตอนนั้นเป็นเพียงแค่นักเตะดาวรุ่งไม่มีโอกาสสอดแทรกขึ้นมาเป็นตัวจริงในทีมชุดใหญ่ได้เลย

ในปี 2010 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ปล่อย ทริปเปียร์ ไปเล่นให้กับสโมสรบาร์นสลีย์ ด้วยสัญญายืมตัว เพื่อให้เขาได้มีโอกาสหาประสบการณ์ในการลงสนาม โดยในปีแรกของการย้ายทีม ทริปเปียร์ ก็ยังไม่มีโอกาสในการลงสนามมากนัก เนื่องจากเขามีอาการบาดเจ็บมารบกวน

ในฤดูกาล 2010-2011 เขายังเล่นให้กับ บาร์นสลีย์  และสามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น จนฟอร์มการเล่นของเขาไปเข้าตาสโมสร เบิร์นลีย์ ที่ดึงตัวเขาเข้าไปร่วมทีมในฤดูกาลต่อมา ด้วยสัญญายืมตัว และในเวลาต่อมา ในเดือนมกราคม 2012  เบิร์นลีย์ ได้ขอซื้อขาดเขามาแทนที่ ไทโรน เมียส์ ที่มีอาการบาดเจ็บ และการย้ายทีมของเขาในครั้งนี้ทำให้เขาได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง และกลายมาเป็นตัวหลักของทีมได้ในที่สุด

ในฤดูกาล 2012-2013 และ 2013-2014 เขามีชื่ออยู่ในทีมยอดเยี่ยมของแชมเปียนชิปทั้งสองฤดูกาล และในฤดูกาล 2013-2014 เขาสามารถพาทีมขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

ในฤดูกาล 2014-2015 ทริปเปียร์ ในวัย 24 ปี ยังคงเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ในปีนั้น เบิร์นลีย์ จะจบด้วยการต้องตกชั้นไปอีกครั้ง และด้วยผลงานการเล่นของทริปเปียร์ที่โดดเด่น ทำให้เขาได้รับความสนใจจาก ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์

ในฤดูกาล 2015-2016 เป็นฤดูกาลที่เขาย้ายมาร่วมทีมกับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ด้วยค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์ โดยในตอนนี้ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ มี ไคล์ วอล์คเกอร์ แบ็กขวาคนเก่งของทีมอยู่แล้ว ทำให้เขากลายมาเป็นตัวสำรองที่ไม่ค่อยมีโอกาสในลงสนามมากนัก แต่จากจุดเด่นของเขาที่มีลูกฟรีคิกและลูกตั้งเตะที่มีความแม่นยำ ทำให้เขาเป็นตัวเลือกของทีมในช่วงท้ายเกมเสมอ จนมาถึงในช่วงปี 2017 วอล์คเกอร์ ได้ถูกขายออกไปจากทีม ทำให้เป็นโอกาสของทริปเปียร์ ที่จะขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีม

ฤดูกาล 2017-2018 ทริปเปียร์ มีโอกาสลงสนามมากขึ้น แต่ก็ประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บมารบกวนอยู่บ้าง และยังมีฟอร์มการเล่นของเขาที่ไม่ค่อยคงที่มากนัก ทำให้ยังไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างถาวร

ฤดูกาล 2018-2019 นับว่าเป็นฤดูกาลแจ้งเกิดของเขาอย่างแท้จริง เขาสามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในเกมรอบชิงชนะเลิศของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้ต่อลิเวอร์พูลก็ตาม แต่ฟอร์มการเล่นของเขาก็โดดเด่นจนเป็นที่จับตามองของทีมฟุตบอลชื่อดังในยุโรปมากมาย

ในปี 2019 ทริปเปียร์ ย้ายทีมอีกครั้งโดยครั้งนี้ เขาย้ายไปร่วมทีมกับ แอตเลติโก มาดริด ทีมดังจากลาลิกา สเปน ด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ ด้วยสัญญา 3 ปี และ ทริปเปียร์ในวัย 29 ปี ได้กลายมาเป็นกำลังสำคัญของทีม และสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลาลิกาในฤดูกาล 2020-2021 ได้อีกด้วย

ในการค้าแข้งกับแอตเลติโก มาดริด ของทริปเปียร์ นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายก็เกิดปัญหาขึ้น เมื่อทางทีมต้นสังกัดของเขาไม่สามารถทำตามข้อตกลงที่ทางทริปเปียร์ต้องการได้

จนในที่สุดในเดือน มกราคม 2022 ทริปเปียร์ ก็ย้ายไปร่วมทีมกับ นิวคลาสเซิล ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ ด้วยสัญญา สองปีครึ่ง โดยนิวคลาสเซิลในตอนนั้นกำลังต้องการหนีการตกชั้นในพรีเมียร์ลีกอย่างหนัก และการเข้ามาร่วมทีมของทริปเปียร์ ก็สามารถช่วยให้ทีมมีลูกเล่นมากกว่าเดิม และประตูแรกที่เขาสามารถทำให้กับนิวคลาสเซิลได้ก็เกิดขึ้นในเกมที่เอาชนะทีมเอฟเวอร์ตันไป 3-1 ลในเกมต่อมาเขาก็มีส่วนสำคัญในการพาทีมเอาชนะ แอสตัน วิลล่า ได้ 1-0 ทำให้ เกมในสามนัดล่าสุดของนิวคลาสเซิล จบด้วยการชนะทั้งสามนัดรวด ทริปเปียร์ ช่วยให้นิวคลาสเซิล ขยับขึ้นมาจากโซนตกชั้นได้สำเร็จ แต่แล้วความโชคร้ายก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ ทริปเปียร์ ได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการผ่าตัด และต้องพักรักษาตัวยาวถึง 2 เดือน และหลังจากการกลับมาลงสนามได้อีกครั้งและเขาก็สามารถพาทีมสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้ง

สำหรับผลงานในทีมชาติ เขาเริ่มติดทีมชาติอังกฤษตั้งแต่ในรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี,19ปี,20ปี และ 21 ปีตามลำดับ และเขาถูกเรียกเข้ามาในทีมชาติชุดใหญ่ในปี 2017 จนถึงในปัจจุบัน